วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

กล้วยลดน้ำหนัก



ลดน้ำหนักด้วยกล้วยหอมมื้อเช้า
ซึ่งวิธีนี้ไม่สามารถใช้ได้ผลกับคนทุกคนเสมอไปเพราะว่าร่างกายของคนเรานั้นไม่เหมือนกันหลักการคร่าวๆคือเราควารทานอาหารมื้อสุดท้ายก่อนมื้อ 2 ทุ่ม และไม่เข้มงวดเรื่องปริมาณพลังงานในอาหารมากนักโดยที่มื้อเที่ยงและมื้อเย็นเราสามารถทานอะไรก็ได้ตามที่เราทานเป็นปรกติ แต่จะต้องหยุดทานเมื่อรู้สึกว่าความอิ่ม เมื่อทราบถึงหลักการคร่าวๆแล้วมีวิธีการปฏิบัติดังนี้

วิธีปฏิบัติ
1.ให้เริ่มมื้อเช้าด้วยกล้วยหอมและน้ำเปล่า สำหรับปริมาณ จะทานกี่ลูกก็ได้ตามต้องการ เคี้ยวให้ละเอียด หลังจากทานเสร็จให้ดื่มน้ำในอุณหภูมิห้องตาม โดยไม่จำกัดปริมาณ หากยังหิวอยู่ ให้เว้นระยะเวลา 15-30 นาที จึงรับประทานอย่างอื่น หากวันไหนเบื่อกล้วย หรือไม่ชอบกล้วยหอมจริงๆ สามารถปลี่ยนเป็นผลไม้ชนิดอื่นแทนได้ เช่น แอ๊ปเปิ้ล แคนตาลูป หรือแตงโม เป็นต้น แต่ขอให้เป็นผลไม้ชนิดเดียวเท่านั้น เพื่อแบ่งเบาภาระของกระเพาะของเราไม่ให้เหนื่อยเกินไปที่จะผลิตน้ำย่อยกรดด่างต่างกัน
2.มื้อกลางวัน จะกินอะไรก็ได้ ตามที่เราต้องการ อย่าให้มัน หวานและเค็มจัด แต่ต้องเคี้ยวให้ละเอียด กินให้พอเหมาะและไม่อึดอัดท้องจนเกินไป หยุดทานเมื่อรู้สึกว่าอิ่ม
3.สำหรับมื้อของว่าง หากต้องการทานสามารถเลือกทานของว่างหวานๆ อย่างช็อกโกแลตได้ หรือผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น ในปริมาณที่พอเหมาะ และถือว่าอนุโลมให้ทานของที่มีความหวานได้ในช่วงเวลานี้เท่านั้น
4.สำหรับมื้อเย็นจะต้องเลื่อนเวลาขึ้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเวลาเหมาะสมจะอยู่ที่ 6 โมงเย็นแต่ไม่เกิน 2 ทุ่ม รวมทั้งไม่รับประทานของหวานหลังอาหารเย็นด้วย โดยไม่จำกัดปริมาณ และชนิดอาหาร แต่ควรควบคุมระดับความอิ่มซึ่งการกินข้าวเย็นเร็วขึ้น ถึงแม้จะกินเยอะซักหน่อยก็ไม่จะเป็นปัญหาแต่อย่างใดเนื่องจากมีช่วงเวลาในการย่อยก่อนเข้านอนนั่นเอง
5.เข้านอนให้ไวขึ้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องพยายามเข้านอนก่อนเที่ยงคืนให้ได้ และควรทำให้เป็นนิสัย เพื่อฟื้นฟูร่างกายขณะหลับ กำจัดความเหนื่อยล้า ช่วยควบคุมความหิว ซึ่งจะทำให้ร่างกายสามารถลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น
6.ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายระดับปานกลางไม่หักโหมจนเกินไป ทำให้พอเหมาะคุณไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่ง โดยให้เลือกกิจกรรมที่โปรดปรานและสามารถทำได้ต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายสดชื่น เนื่องจากการออกกำลังกายอย่างหักโหมจนรู้สึกทรมาน จะไม่เป็นผลดีกับวิธีลดน้ำหนัก
7.จดบันทึกที่เกี่ยวกับแผนการการละน้ำหนัก หรือ ไดเอตไดอารี่ให้เป็นนิสัย เพื่อที่จะสามารถย้อนกลับมาตรวจเช็ความผิดพลาดได้ และยังเป็นกำลังใจให้เราทำได้อย่างต่อเนื่อง

ประโยชน์ของกล้วยหอม
เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารต่าง ๆ มากมาย ที่ร่างกายควรได้รับและ กล้วยหอม 100 กรัม ให้พลังงานประมาน 120 กิโลแคลอรี่ ต่อหน่วยเลยทีเดียว กล้วยหอมผลไม้ที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ลองแวะไปตลาดใกล้บ้านท่านก็จะพบเห็นกล้วยหอมวางขายอยู่มากมาย สำหรับราคากล้วยหอมถูกแพงก็แล้วแต่ฤดูกาล ถ้าเป็นช่วงไหว้ กล้วยหอมก็จะแพงหน่อย ถ้าเป็นช่วงอื่น ๆ กล้วยหอมก็จะไม่แพงจนเกินไป  ประโยชน์ ในกล้วยหอมนั้นมีน้ำตาลอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ ซุคโคส ฟรักโตส และกลูโคส รวมทั้งเส้นใยอาหาร
ดังนั้นร่างกายเราจะได้รับพลังงานและสามารถนำไปใช้ได้ทันที ผลจากการวิจัย แค่กล้วยหอมเพียง 2 ลูก ก็สามารถให้พลังงานกับเราได้มากถึง 90 นาที ด้วยเหตุนี้นักกีฬาโดยเฉพาะนักเทนนิส จึงนิยมนำไปรับประทานระหว่างการแข่งขัน เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย และสามารถนำไปใช้ได้ทันทีนั่นเอง นอกจากนี้กล้วยหอมยังช่วย รักษาโรคต่าง ๆ เช่น อาการซึมเศร้า, โลหิตจาง, ความดันโลหิตสูง, ท้องผูก เเก้อาการเมาค้าง, ลดเครียด เเละอื่นอีกมากมายและเมื่อเปรียบเทียบแอปเปิ้ลแล้ว กล้วยมีโปรตีนมากกว่าแอปเปิ้ล 4 เท่า มีคาร์โบรไฮเดรตมากกว่า 2 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่า 3 เท่า มีวิตามินเอ และธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่า และมีวิตามินรวมทั้งแร่ธาตุอื่น มากกว่าอีก 2 เท่า และกล้วยยังอุดมด้วยโปรแตสเซียม กล้วยจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่ดีที่สุด


วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558

วิธีแก้รักแร้ดำ


วิธีแก้รักแร้ดำ สาเหตุจากรักแร้ที่ดำ ไม่ขาวเนียน รักแร้ดำเกิดจากอะไรได้บ้างนะมาดูกันคะ

1. คนผิวคล้ำ คนผิวคล้ำก็มักจะมีรักแร้ที่คล้ำมากกว่าคนปกติ
2. เกิดอาการแพ้โรลออนหรือน้ำหอม
3. การถอน โกนหรือแว๊กซ์ขนรักแร้ อาจเกิดการระคายเคือง ทำให้เกิดรอยคล้ำได้
4. คนที่เนื้อเยอะๆ การเสียดสีกันบ่อยๆ ทำให้เกิดรอยคล้ำได้
5. สารที่อยู่ในโรลออน อาจเกิดอาการแพ้ได้

เรามีวิธีช่วยป้องกันไม่ให้รักแร้ดำมาฝากกันคะ


1. หลีกเลี่ยงการเช็ดถูแรงๆ บริเวณผิวใต้วงแขนที่บอบบาง
2. หยุดใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้ทันที เช่น หากแพ้น้ำหอม ควรเปลี่ยนไปใช้โรลออนชนิดที่ไม่มีสารสร้างกลิ่นหอมที่ระบุว่า “Fragrance-Free” โดยสังเกตส่วนประกอบสำคัญบนฉลาก หากมีชื่อสารที่แพ้ ควรหลีกเลี่ยงไปใช้ยาระงับกลิ่นแบบอื่นแทน
3. ถ้าดำมากหรืออาการไม่ดีขึ้นให้ปรึกษาแพทย์ทันที เช่น ในกรณีที่รักแร้ดำและนูนเหมือนกำมะหยี่ ซึ่งมักพบในคนเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Erythrasma เป็นต้น



มาลองใช้สูตรสมุนไพรธรรมชาติลดอาการรักแร้ดำกันคะ

- มะขาม พืชพื้นบ้านที่เรารู้จักกันดี โดยนำมะขามเปียกผสมกับน้ำผึ้งนิดหน่อยมาทาทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก นอกจากทำให้ผิวขาวใสแล้ว ยังช่วยให้ผิวเนียนนุ่มได้อีกด้วย

- มะนาว ที่เหลือจากก้นครัว ใช้มะนาวเอามาถูรักแร้ทิ้งไว้ 2-3 นาที จึงล้างน้ำออก ส่วนที่เหลือของมะนาวยังใช้ถูตามข้อพับ หัวเข่า ข้อศอกที่ดำๆ ได้อีกด้วย

- เกลือสปา ใช้เกลือขัดผิวถูเบาๆ เน้นว่าเบาๆนะคะ ไม่เช่นนั้นเกลืออาจจะบาดรักแร้เอาได้

ลองทำดูนะคะ

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

วิธีอวดผิวขาวอย่างเป็นธรรมชาติ




วิธีอวดผิวขาวอย่างเป็นธรรมชาติ
สำหรับวิธีการช่วยทำให้ผิวขาวนั้นก็มีอยู่หลายวิธีในวันนี้ จะขอพาคุณสาวๆ ไปรู้จักกับสูตรในการขัดผิวให้ขาวที่ได้ทำการรวบรวมมา ด้วยวัตถุดิบที่สามารถหาได้อย่างง่ายๆ ใกล้ตัว ในราคาประหยัดเป็นสูตรที่เหมาะสำหรับการขัดผิวกายเท่านั้น ไม่ควรที่จะนำไปใช้ในการขัดและพอกผิวหน้าโดยเด็ดขาด
เนื่องจากบางสูตรมีส่วนผสมที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งถึงแม้ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว แต่ก็ไม่เหมาะกับผิวของใบหน้าที่มีความบอบบาง
ทีนี้มารู้จักกับสูตรการขัดผิวให้ขาวอย่างง่ายๆ ได้ด้วยตัวคุณสาวๆ เองกันดีกว่า

1.สูตรน้ำมันมะกอก+น้ำมะนาว นำน้ำมันมะกอก น้ำมะนาว และเกลือเม็ดหยาบ มาผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้นำส่วนผสมที่ได้มาทำการขัดผิว แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรรวมมิตร นำมะขามเปียก 1 กำมือ น้ำมะนาว 1 ลูก โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 6 ช้อนชา น้ำผึ้งหนึ่งช้อนโต๊ะ ผงขัดตัว 5-6 ช้อนชา น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา ทำการผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้นำส่วนผสมที่ได้มาทำการขัดผิว แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

2.สูตรมะเขือเทศ+น้ำตาลทราย ฝานมะเขือเทศให้เป็นแผ่นบางๆ จากนั้นนำไปจุ่มในน้ำตาลทราย แล้วนำไปขัดให้ทั่วตัว จนกระทั่งน้ำตาลที่หุ้มแผ่นมะเขือเทศละลายออกไปจนหมด แล้วเปลี่ยนมะเขือเทศแผ่นใหม่ ทิ้งเอาไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก

3.สูตรมะละกอสุก+โยเกิร์ต นำมะละกอ โยเกิร์ต และเกลือทะเล ปั่นรวมกันให้ละเอียด แล้วนำส่วนผสมที่ได้มานวดที่ผิวเบาๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ใยบวบ หรือใยขัดธรรมชาติ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการขัดผิวที่ประสิทธิภาพมาก เพียงแค่ขัดเบาๆ เวลาอาบน้ำก็จะช่วยกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายออกไปได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ควรออกแรงขัดมากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้รู้สึกแสบที่ผิวได้ เนื่องจากเส้นใยมีลักษณะที่สาก และหยาบ

4.สูตรน้ำนมจืด ชโลมน้ำนมให้ทั่วผิว เมื่อผิวแห้งแล้วให้ใช้ใยบวบขัดผิว จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรขมิ้น นำขมิ้นสดไปขูดกับที่ขูดขมิ้นจนละเอียด จากนั้นให้นำขมิ้นที่ได้ไปทำการขัดผิวได้เลย หรือถ้าต้องการประสิทธิภาพในการบำรุงผิวที่มากยิ่งขึ้น สามารถนำไปผสมกับส่วนประกอบอื่นๆ เช่น นมสด ดินสอพอง มะนาว มะขามเปียก เป็นต้น โดยผสมกับขมิ้นเพียงเล็กน้อย แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนนำไปขัดที่ผิว

5.สูตรว่านนางคำ นำว่านนางคำ 100 กรัม ว่านไพร 25 กรัม ขมิ้น 25 กรัม มาหั้นให้เป็นชิ้นบางๆ ตากแดดให้แห้งแล้วบดให้ละเอียด จากนั้นนำดินสอพองบดละเอียด 1000 กรัม ลิ้นทะเล 200 กรัม และสารส้มสะตุ 200 กรัม นำส่วนผสมทั้งหมดมาคนให้รวมเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไปใส่กระชอนร่อนให้ละเอียด แล้วนำผงที่ได้จากการร่อนนำไปขัดผิว

6.สูตรมันฝรั่ง นำมันฝรั่งดิบมาขูดแล้วนำไปห่อด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นใช้ผ้าขาวบางดังกล่าวขัดไปตามร่างกายในขณะที่ทำการอาบน้ำ มันฝรั่งจะช่วยทำให้ผิวอ่อนนุ่ม และกระจ่างขาวใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ สูตรกากกาแฟ นำกากกาแฟที่ใช้แล้ว 1 ถ้วยตวง มาผสมเข้ากับผงขมิ้นชัน 1 กรัม และมะขามเปียกที่คั้นเอาน้ำแล้วประมาณ ½ ถ้วยตวง เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไปขัดผิวประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก โดยที่ไม่ต้องถูสบู่

7.สูตรนมผง นำนมผงประมาณ 1 ถ้วยตวง ใส่ลงในถุงผ้า แล้วค่อยๆใช้ถุงผ้าขัดไปตามร่างกาย น้ำนมจะค่อยๆไหลออกมาเคลือบผิว ซึ่งโปรตีนในนมจะช่วยกระชับผิวและทำให้ผิวขาวเนียนมากยิ่งขึ้น หรือถ้าหากอาบน้ำฝักบัว ให้นำนมผงไปผสมกับน้ำเล็กน้อยจนกลายเป็นแป้งเหนียว นำมาทาไปบนร่างกายให้ทั่ว ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรแป้งข้าวจ้าว นำแป้งข้าวจ้าว 1 ช้อนโต๊ะ ผสมเข้ากับผงขมิ้นชัน 1 หยิบมือ และนมจืด 2 ช้อนโต๊ะ ให้เป็นเนื้อเดียวกันแล้วนำไปถูตัวแทนสบู่

8.สูตรแตงกวา นำแตงกวาไปปั่นแล้วเอาน้ำออก ให้เหลือเพียงเนื้อแตงกว่า 1 ถ้วย ผสมเข้ากับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ จมูกข้าวสาลี 2 ช้อนโต๊ะ และเมล็ดงา 1 ช้อนชา ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไปขัดผิว แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

9.สูตรผลไม้ขัดผิว สามารถเลือกนำผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรด และช่วยปรับสภาพผิวให้ขาวเรียบเนียนขึ้นมาใช้ในการขัดตัว อาทิเช่น สัปปะรด มะละกอ มะม่วง องุ่น ส้ม พีช สตอเบอร์รี่ เป็นต้น โดยน้ำผลไม้เหล่านี้มาฝานให้เป็นแผ่นบางๆ และนำไปขัดตัวได้เลย

การขัดผิวให้ขาวสะอาด ควรทำด้วยความนุ่มนวล และไม่ควรทำบ่อยจนเกินไป โดยปกติแล้วผิวหนังจะมีการผลิตเซลล์ผิวเป็นประจำทุก 2-4 สัปดาห์ แต่เมื่ออายุมมากกว่า 20 ปี ขึ้นไปการผลัดเซลล์ผิวจะค่อยๆ ช้าลง การขัดเซลล์ผิวจะช่วยทำให้ผิวขาวกระจ่างใส แต่ไม่ควรทำการขัดผิวเป็นประจำทุกวัน ความถี่ในการขัดผิวกายที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 2 ครั้ง ต่อเดือน ยังไงก็ลองไปทำกันดูนะคะ